www.PK-Pharma.com

ตรวจสอบพัสดุ EMS

August 2014
SMTWTFS
12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31

ผู้เยี่ยมชม

We have 2 guests and no members online

Articles

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง เป็นปัญหาที่ทั้งโลกกำลังแสวงหาทางเลือกในการดูแลรักษา เพราะโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ และระยะเริ่มของโรคมะเร็งมักจะไม่แสดงอาการใด รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ก็จะมีแต่ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งผลข้างเคียงก็สูงมากด้วย ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรจึงเป็นแนวทางเสริมอีกทางหนึ่ง

มะเร็ง คือ อะไร
มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตาย
ของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์มะเร็งพวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น เท่าที่มีรายงานไว้ในขณะนี้ มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของโรคที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีชีวิตการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

อาการและอาการแสดงของโรคมะเร็ง
1.ในช่วงแรกขณะที่ร่างกายมีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนน้อย จะไม่แสดงอาการใดเลย
2.มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 9 ประการ ซึ่งควรไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจค้นหาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีสัญญาณเหล่านี้ เพื่อการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์ที่ถูกต้องก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือเป็นมะเร็งระยะลุกลาม
3.มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกายทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส
4.มีอาการที่บ่งบอกว่า มะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรือเป็นมาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมะเร็งชนิดใดและมีการกระจายของโรคอยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย ที่สำคัญที่สุดของอาการในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาการเจ็บปวดมาก

สัญญาณอันตราย 9 ประการที่ทุกคนควรจะจำไว้เพื่อสุขภาพที่ดี ได้แก่
1.มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด
2. กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน
3. มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรัง
4. มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็น
5. แผลซึ่งรักษาแล้วไม่ยอมหาย
6. มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝตามร่างกาย
7. มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
8. หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหล
9.อยากนอนทั้งวัน นอนได้ตลอดเวลา ไม่มีแรง

การสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ
อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีพศสัมพันธ์มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือดขาว (Leukemia,Leukeamia:ลูคีเมีย) อาการ เหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่าย โดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืด และเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวม ที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างรวดเร็ว เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด สมุนไพรที่รักษามะเร็งตับ เช่น เห็ดหลินจือ
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนานๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น อาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียวๆ แดงๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือที่ลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการ มีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนม บวม หรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจน 
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ข้อสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการ มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย
15. มะเร็งผิวหนัง อาการ มีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด
นอกจากนี้ อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่า เมลาโนมา (Melanoma) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่าง หรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ

มะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย
เพศชาย มะเร็งตับ มะเร็งปอด
เพศหญิง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม

การรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพร
ที่ผ่านมามีงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพถึงการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าพฤติกรรมเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง

โดยร่างกายของคนเรามีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ถ้าร่างกายเรามีภูมิต้านทานที่ดีมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ก็จะสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกทำลายด้วยวิธีต่างๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อมะเร็ง ได้แก่ การกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง
อาหารมีสารพิษ ไม่สะอาด มีสารก่อมะเร็ง ความเครียด การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารพิษหรือสารก่อมะเร็ง ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทั้งสิ้น

ดังนั้นการป้องกันการเกิดมะเร็งที่ดี คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นเป็นอาหารธรรมชาติ เส้นใย (fiber) สูง เช่น ผักพื้นบ้านที่อุดมไปด้วย วิตามิน เอ อี ซี สูง เช่น ผักใบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำ ตำลึง โหระพา ข่า กระเทียม
หัวหอม กระเทียม มะระ

นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่เป็นอาหารหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งและมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์  ได้แก่ ขมิ้นชัน กุยช่าย กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า บรอคโคลี่ มะแว้งเครือ มะแว้งต้น มังคุด หอมแดง กะเพรา โหระพา กระเทียม งา ชะเอม ดีปลี ขมิ้นอ้อย ตำลึง ขิง
ตะไคร้ น้ำเต้า มะเขือเทศ มะเขือพวง มะระขี้นก มะขามป้อม

จากข่าวที่มีผู้ป่วยซึ่งทนความปวดและผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งไม่ไหว จึงปลิดชีพตนเอง การผลิตยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งโดยใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง เสริมการรักษามะเร็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระรายจ่ายค่ายารักษามะเร็ง และการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรนั้นเป็นการเสริมให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน เพื่อไปกำจัดเซลล์มะเร็ง การรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรนั้น ควรรับประทานอาหารเป็นมังสวิรัติ(เลี่ยงโปรตีน) และไม่ว่าการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรหรือด้วยวิธีอื่น เรื่องจิตใจก็เป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นคนรอบข้างต้องให้กำลังใจคนไข้อย่างยิ่ง ท่านที่ป่วยก็ควรทำสมาธิ นั่งกรรมฐาน เลี่ยงความเครียด ร่วมด้วย

โรคไขมันในโลหิตสูง

ภาวะไขมันในโลหิตสูง พบได้มากในปัจจุบัน ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ แม้ผู้ที่ผอมก็เป็นได้ โดยเราจะรู้ว่าไขมันในโลหิตสูงหรือไม่ โดยวิธีการเจาะเลือดตรวจ ซึ่งต้องงดอาหารและน้ำไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง

ไขมันในโลหิตแบ่งได้เป็น
คลอเรสเตอรอล(Cholesterol) โดยแบ่งเป็น
แอล ดี แอล คลอเรสเตอรอล LDL(low-density lipoproteins) cholesterol
เอช ดี แอล คลอเรสเตอรอล HDL(high-density lipoproteins) cholesterol
ไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride)

ไขมันในโลหิตสูงกับโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศ
ไขมันในโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงข้อหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ถ้าหากคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง ไขมันจะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงที่เรียกว่า plaque ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง(Artherosclerosis) ซึ่งหากเป็นมากทำให้หลอดเลือดแดงตีบ เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการ เช่น เจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด หรือสมองขาดเลือด ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนั้นคราบไขมันอาจจะหลุดจากผนังหลอดเลือดทำให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันนอกจากระดับ Cholesterol แล้วปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งคือตัวที่จะพาไขมันไปตามเส้นเลือดซึ่งเรียกว่า lipoprotein ที่สำคัญมีสองชนิดคือ

    • Low-density lipoproteins (LDL) ซึ่งจะพาคลอเรสเตอรอลจากตับไปสู่ร่างกาย LDL เป็นไขมันที่ไม่ดี หากมีมากจะทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบได้ง่าย
    • High-density lipoproteins (HDL) เป็นตัวที่พาคลอเรสเตอรอลจากร่างกายเข้าสู่ตับ หากมี HDL สูง การเกิดโรคหลอดเลือดจะน้อยลง

ส่วนไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride) เป็นสารประกอบไขมัน (fatty substance) ประกอบด้วยกรดไขมัน 3 ตัว ซึ่งต่างจากคลอเรสเตอรอล เมื่อเรากินอาหารที่มีจำนวนแคลอรี่มากกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ ร่างกายก็จะเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ แล้วเก็บตุนไว้ในเซลล์ไขมัน ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูงจะมีผลเสียต่อสุขภาพก็คือ แม้คลอเรสเตอรอลจะไม่สูง แต่ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมากๆ อาจจะทำให้เกิดโรคตับอ่อนอักเสบ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงเสียชีวิตได้เช่นกัน

แหล่งอาหารที่ให้คลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูง

1.อาหารที่ไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์
2.อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาลทราย ขนมหวาน สำหรับไตรกลีเซอไรด์

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้เพราะจำนวนของคนวัยทองนับวันจะมีมากขึ้น และจะมากขึ้นอีกในอนาคต ยิ่งคนเรามีอายุยืนมากขึ้นเท่าไร จำนวนของคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น มีการศึกษาที่แสดงว่าคนที่อายุ 60 ปี ขึ้นไปมีคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมถึงร้อยละ 50 และสำหรับคนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปมีถึงร้อยละ 70 ที่เป็นโรคข้อเสื่อม ถ้าคนเรามีอายุถึง 100 ปี สงสัยว่าทั้งร้อยละ 100 จะเป็นโรคข้อเสื่อม ดังนั้น พวกเราทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้นจนเข้าวัยทอง คงหนีไม่พ้นโรคข้อเข่าเสื่อมแน่ เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าแค่ไหนเท่านั้น

ทำไมข้อของคนเราต้องเสื่อมด้วย

ถ้าจะตอบอย่างตรงๆ ก็คงจะต้องบอกว่าเป็นเรื่องของสังสารวัฏ อะไรมีเจริญขึ้นก็มีเสื่อมลง เมื่อถึงเวลา สังขารร่างกายของคนเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อถึงเวลาก็มีเสื่อมลง ในข้อของคนเราส่วนประกอบที่เกิดการเสื่อมมากที่สุด เห็นจะเป็น กระดูกอ่อน ที่หุ้นอยู่รอบส่วนปลายของกระดูกทั้ง 2 ด้าน ที่ประกอบกันเป็นข้อ กระดูกอ่อนนี้มีหน้าที่รองรับแรงกระแทกที่กดดันลงมาในข้อ 

ดังนั้น ข้อที่มักจะเกิดข้อเสื่อมจึงเป็นข้อที่ต้องรับน้ำหนักของร่างกายโดยตรง เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก กระดูกอ่อนในข้อเหล่านี้จะแข็งแรงที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เมื่อคนเราอายุประมาณ 
30 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มเสื่อมลง แต่ยังไม่เป็นข้อเสื่อม เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่คอยซ่อมแซมเอาไว้ ทำให้สามารถใช้งานข้อได้ตามปกติ โดยยังไม่มีอาการอะไร แต่เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ขบวนการซ่อมแซมนี้ก็เริ่มเสื่อมไปด้วย เริ่มซ่อมแซมความเสื่อมไม่ค่อยไหว ผู้สูงอายุก็จะเริ่มมีอาการของโรคข้อเสื่อมขึ้น แต่จะเริ่มมีอาการเมื่อใดก็คงต้องขึ้นกับลักษณะการใช้งานข้อ และสภาพร่างกายของแต่ละคน ถ้ามีน้ำหนักตัวมาก น้ำหนักที่กดกระแทกลงมาที่ข้อก็จะมาก ข้อก็จะเกิดความเสื่อมเร็ว ถ้ามีการใช้งานข้อมากๆ เช่น มีการเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันไดมากๆ นั่งยองๆ มาก ข้อก็จะเสื่อมเร็ว 

ถ้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ไม่มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ได้บริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อให้แข็งแรง ก็มีโอกาสเกิดข้อเสื่อมเร็ว ไม่มีใครทราบว่าอะไรเป็นจุดเริ่มต้นให้กระดูกอ่อนในข้อเริ่มแตกร้าว หลุดร่อนและมีความหนาลดลงหรือบางลง แต่การทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อส่วนหนึ่งเกิดจากการอักเสบ ทำให้มีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ยิ่งมีการอักเสบซ้ำๆ จากการใช้งานข้อมากๆ ก็ยิ่งทำให้กระดูกอ่อนบางลง ถ้าถ่ายภาพรังสีของข้อจะพบว่าระยะระหว่างกระดูก 2 ข้างในข้อ ซึ่งหมายถึงความหนาของกระดูกอ่อนทั้ง 2 ด้านในข้อที่เสื่อมจะลดลง ยิ่งมีความเสื่อมมากขึ้น ความหนาของกระดูกอ่อนนี้ก็จะบางลงเรื่อยๆ จนไม่เหลือความหนาในที่สุด กระดูกทั้ง 2 ด้านจึงเริ่มกระทบกันบดเบียดกัน จนไม่สามารถใช้ข้อได้เหมือนแต่ก่อน ขบวนการนี้อาจจะใช้เวลาหลายปี แต่ถ้ามีการใช้งานข้อมาก ใช้งานผิดวิธี หรือน้ำหนักตัวมากขบวนการนี้อาจจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

ต่อมทอนซิลอักเสบ

คำว่า  tonsil  หลายคนมักสับสนว่า ต้องเขียนเป็น ทอนซิล หรือ ทอลซิน หรือ ทอลซิล กันแน่
ที่ถูกต้อง ต้องเขียนเป็น ทอนซิล (ton = ทอ sil = ซิ)

พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542
ทอนซิล น. ปุ่มเนื้อเยื่อนํ้าเหลือง อยู่ในบริเวณลําคอข้างละปุ่ม มีหน้าที่ช่วยป้องกันการแผ่กระจายของแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางลําคอ


อาการเจ็บคอเป็นอาการที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบนั้นเป็นสาเหตุของการเจ็บคอที่พบบ่อย
ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการไข้และเจ็บคอ

ต่อมทอนซิล(Tonsils) เป็นต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) กลุ่มหนึ่งในร่างกาย ประกอบด้วย

    • ต่อมทอนซิลที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยการตรวจแบบธรรมดา
      - ต่อมทอนซิลหลังโพรงจมูก(Adenoid หรือ Pharyngeal tonsil) อยู่บริเวณหลังคอ ใกล้กับโพรงจมูก
      -ต่อมทอนซิลที่โคนลิ้น (Lingual tonsil) อยู่บริเวณโคนลิ้น
      -ต่อมทอนซิลข้างท่อระบายอากาศ(Lateral pharyngeal band) อยู่บริเวณข้างๆท่อระบายอากาศของหูชั้นกลาง
    • ต่อมทอนซิลที่สามารถมองเห็นได้
      -ต่อมทอนซิลที่อยู่ในช่องปาก(Palatine tonsil) อยู่ในช่องปาก ข้างคอ ใกล้กับโคนลิ้น

ต่อมทอนซิลทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการดักจับและกำจัดเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย และยังทำหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่
ทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร

อาการของต่อมทอนซิลอักเสบ


สาเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัสและแบคทีเรีย โดยการติดเชื้อจากแบคทีเรียจะมีอาการรุนแรงกว่า
ซึ่งเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุที่พบบ่อยคือเชื้อ Hemophilus influenzaeStreptococcus pneumoniae
ที่สำคัญคือ เชื้อ Streptococcus group A (สเตรปโตคอคคัส กลุ่ม เอ) ซึ่งเชื้อชนิดนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ เช่น โรคหัวใจรูมาติค
และทำให้เกิดเป็นโรคไตอักเสบได้
เมื่อเกิดการติดเชื้อภายในต่อมทอนซิล ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอมากโดยเฉพาะเวลากลืน  อาการปวดในบางรายจะร้าวขึ้นไปถึงหู เมื่อตรวจในช่องปากจะพบต่อมทอนซิลมีขนาดใหญ่ขึ้น อักเสบบวมแดง ถ้าอักเสบรุนแรงจะเห็นฝ้า
ขาวๆปกคลุมต่อมทอนซิลได้ บางครั้งจะคลำพบต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมโตร่วมด้วย

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ

โดยทั่วไปเมื่อผู้ป่วยเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ จะมีไข้สูงจึงได้รับยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอลและยาปฏิชีวนะที่ฆ่าเชื้อต้นเหตุ
เป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลินหรืออีรีโทมัยซิน ควรรับประทานอย่างน้อย 7-10 วัน หรือตามแพทย์สั่ง และต้องพักผ่อนให้เต็มที่
บางท่านที่ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจจะได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกนั้น อย่ารีบร้อนตัดสินใจผ่าตัด

เพราะจากประสบการณ์ที่เมื่อก่อนเคยเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง แล้วรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ ต้องใช้เวลานานหลายวัน
คุณพ่อจึงให้รับประทานเป็นตำรับยาสมุนไพรแทน ซึ่งได้ผลดีมาก ทำให้เกิดความสนใจศึกษาต่อทางด้านแพทย์แผนไทยและจีน
จึงรู้ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุจริงๆเกิดจากร้อนใน โดยเมื่อร้อนในแล้ว ภูมิต้านทานก็จะลดลง
ต่อมทอนซิลก็ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อได้จึงเกิดการอักเสบ(ถ้ามองแต่ด้านเชื้อโรค ทั้งที่เชื้อก็มีอยู่ทั่วไปในบริเวณเดียวกัน
แต่ทำไมทุกคนในบริเวณนั้นไม่เป็นกันทั้งหมด ก็เพราะสมดุลร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน)

ดังนั้นการรักษาที่ต้นเหตุ จะต้องรักษาอาการร้อนในก่อน จึงจะได้ผลดีกว่าการรักษาที่ปลายเหตุ เพราะอาการต่อมทอนซิลอักเสบ เริ่มจากมีอาการอาการร้อนใน และตามมาก็คือจะทำให้เจ็บคอมาก โดยเฉพาะถ้าเริ่มมีอาการให้รีบรับประทานยา จะทำให้อาการหายได้เร็ว

โรคเส้นเลือดตีบ

ท่านเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่

    • หายใจลำบาก หายใจไม่ทั่วท้อง ทำให้ต้องหายใจสั้น ๆ และเร็วขึ้น บางทีเหมือนใจจะขาด
    • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย ใจสั่น วิงเวียนศีรษะเป็นประจำ
    • มีอาการชาตามมือและเท้า แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง
    • มีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่ คอ แขน หรือด้านหลัง ปวดเสียวเหมือนเข็มทิ่มแทงตั้งแต่สะบักหลังจนถึงระหว่างซี่โครงหน้าอกด้านใดด้านหนึ่ง ให้หมอนวดนวดจนกล้ามเนื้อระบมก็ไม่รู้สึกว่าดีขึ้น
    • ปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก เหมือนมีอะไรมากดทับหรือบีบที่หน้าอก
    • ปวดเมื่อยตามเส้นต่าง ๆ บางครั้งก็หายได้ง่าย ๆ ด้วยการนวดหรือประคบ แต่บางทีนวดอย่างไรก็ไม่หาย หมอนวดบอกว่าเส้นมันลึกนวดไม่ถึง ก็จริงของเขาครับ

นั่นแหละครับคืออาการของเส้นเลือดตีบ มันตีบส่วนไหนก็ทำให้เจ็บเสียวปวดเมื่อย ในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับเส้นนั้น ๆ

เส้นหัวใจตีบก็ทำให้เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก หายใจไม่ทั่วท้อง จุกแน่นหน้าอก เป็นต้น เป็นที่แน่ชัดว่า อาการตีบเกิดขึ้นได้ในหลอดเลือดทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ตับ ไต ตลอดจนอวัยวะอื่น ๆ ก็อาจมีอาการตีบเช่นกัน เช่น เมื่อมีอาการตีบเกิดขึ้นในหลอดเลือดเลี้ยงสมองจะทำให้แขนขาอ่อนแรง ใบหน้าบิดเบี้ยว ลิ้นชา พูดไม่ชัด ตามัว เดินเซเหมือนคนเมาหล้า และเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตในที่สุด เมื่อมีอาการตีบเกิดขึ้นในหลอดเลือดที่แขนขา จะทำให้แขนขาเหน็บชา หรือในคนไข้โรคเบาหวานอาจต้องตัดส่วนที่มีปัญหาทิ้งในที่สุด ถ้าเส้นเลือดแถวตะโพกตีบก็ทำให้ปวดเสียวตามแข้งขา หรือเส้นเลือดสมองตีบก็ทำให้แข้งขาหมดกำลังจนกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

อาการเส้นเลือดตีบบางครั้งก็คล้ายอาการกระดูกข้อต่อสันหลังกดทับเส้นประสาท แต่มีข้อแตกต่างกันคือถ้าเส้นเลือดตีบกินยาสมุนไพรก็หายได้ง่าย ๆ แต่ถ้ากระดูกกดทับเส้นประสาทยาก็ช่วยได้ไม่มาก อย่างดีก็พอทุเลาบ้างเล็กน้อย ถ้าให้หมอผ่าตัดก็ห้าสิบ ๆ ทำอย่างไรก็ไม่ดี นับเป็นโรคเวรโรคกรรมจริง ๆ ต้องทำบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่ก่อโรคจึงมีโอกาสหาย

สมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ

ผู้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรคนี้กันมาก นั่นเพราะอาหารการกินของคนไทยยุคก่อนล้วนมีแต่ผักข้างรั้ว ซึ่งเป็นสมุนไพรที่หาได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อต้องหา ถ้าเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ก็จะมีเครื่องเทศร้อน ๆ ผสมอยู่ สมุนไพรเหล่านั้นช่วยทำลายไขมันในเลือดไปในตัว และปรับธาตุให้สมดุล คนสมัยก่อนจึงมีชีวิตที่ปลอดภัยจากโรคเส้นเลือดตีบ มาในยุคหลัง ๆ นี้นิสัยการบริโภคอาหารของคนไทยค่อย ๆ เปลี่ยนไป ซึ่งมีสาเหตุหลายประการเช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้คนส่วนมากมีเงินทองซื้ออาหารบริโภคได้ตามใจชอบ และเน้นการบริโภคที่การศึกษาด้านสุขศึกษายุคก่อนหน้านี้ให้การแนะนำ คือ บริโภคเนื้อ นม ไข่ ซึ่งบริบูรณ์ด้วยโปรตีนและไขมันจะทำให้คนเรามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อมีกำลังซื้อคนก็เลยซื้อสิ่งเหล่านี้มากินกันเป็นจำนวนมาก อีกประการหนึ่ง คนสมัยก่อนทำงานใช้กำลังกันมาก แต่มายุคหลังการใช้กำลังกายลดน้อยลง ทำให้การเผาผลาญอาหารส่วนเกินลดลง ไขมันจึงเพิ่มขึ้น อีกประการหนึ่ง สมัยก่อนคนเราเดินมาก เคลื่อนไหวร่างกายมาก มาทุกวันนี้ไปไหนมาไหนล้วนขี่รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ เมื่ออยู่กับบ้านก็นั่งนอนดูทีวี ดูไปกินไป ร่างกายก็สะสมไขมันส่วนเกินเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วมันจะไปอยู่ไหนถ้าไม่สะสมอยู่ในกระแสเลือด อีกประการหนึ่ง เดี๋ยวนี้อาหารที่พวกเรากินมักเต็มไปด้วยสารพิษส่วนหนึ่ง การบริโภคสุราเมรัยมากเกินบ่อยเกินทำให้ตับและไตทำงานหนักจนเกินไป ตับไม่สามารถทำลายพิษที่สะสมอยู่ในอาหารให้หมดไปจากร่างกายได้ ไตมีสภาวะอ่อนกำลัง ไม่สามารถขับส่วนเกินที่ร่างกายใช้งานออกจากร่างกายได้ จึงทำให้ทั้งพิษ ทั้งไขมัน ทั้งโปรตีน อยู่ในร่างกายมากเกินความต้องการ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเส้นเลือดตีบ โรคเบาหวานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เลือดข้นเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่ามันมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้เกิดเส้นเลือดตีบ การจะแก้ไขที่เหตุภายนอกจึงเป็นเรื่องยาก

การจะแก้ไขที่อาหารก็เป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก เพราะกลายเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของคนสมัยใหม่ไปแล้ว จึงมีทางเลือกทางเดียว คือ อาหารเสริม หรือยาสมุนไพรประเภทยาอายุวัฒนะ ซึ่งสามารถรับประทานได้ทุกวันในปริมาณที่พอเหมาะ ก็สามารถแก้ไขรักษาอาการโรคหลอดเลือดตีบได้เป็นอย่างดี

ยาอายุวัฒนะของไทยเรามีมากมายหลายร้อยสูตร แต่ละภาคก็มียาอายุวัฒนะที่ขึ้นชื่อของตัวเอง บางชนิดก็แตกต่างกัน สมุนไพรบางชนิดก็มีในถิ่นนั้น ๆ ภาคอื่นไม่มี แต่พบว่าภาคที่มีสมุนไพรดี ๆ มีคุณภาพสูงคือภาคเหนือ ยกตัวอย่างกวาวเครือ ถ้าเราจะหากันจริง ๆ มันก็มีแทบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ แต่กวาวเครือที่มีคุณภาพสูงกลับเป็นกวาวเครือจากภาคเหนือ คนที่ซื้อกวาวเครือบริโภคประจำ จะรู้ความแตกต่างในข้อนี้ดี และพันธุ์กวาวเครือของแต่ละพื้นที่ก็มีข้อแตกต่างกัน บางท้องที่ก็มีโอสถสารที่เป็นพิษเป็นส่วนผสมอยู่ ทำให้เกิดโรคหัวใจตีบได้เหมือนกัน เช่นหลวงปู่ฝั้นฉันกวาวเครือของอีสานประจำทำให้เกิดโรคเส้นหัวใจตีบ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ได้นำผงกวาวเครือไปพิสูจน์จึงพบสารที่ก่อให้เกิดโรคนั้น แต่กวาวเครือทางเหนือกลับช่วยโรคเส้นหัวใจตีบได้ นี่ก็เป็นข้อแตกต่างของสมุนไพรที่เกิดในแต่ละภาค ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้วิจัยโอสถสารจากกวาวเครือขาว และประกาศให้รู้กันทั่วไปว่า นอกจากไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งแล้วยังมีสารที่ป้องกันมะเร็งได้ด้วย นี่ก็เป็นข่าวดีของกวาวเครือ แต่ไม่ค่อยมีสื่อใดหรือหน่วยงานใดหรอกที่ช่วยกระพือข่าวดี ๆ แบบนี้ ถ้าเป็นข่าวร้ายแล้วชอบเอามาเล่นกันเหลือเกิน ยังจำกันได้มั้ยครับที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยาได้ออกคัตเอ้าท์ กวาวเครือ มะเร็ง ๆ ๆ  เผยแพร่ไปทุกสื่อ จนผู้คนหวาดกลัวกวาวเครือกันทั้งประเทศ แต่ไม่เห็นเอาข่าวดีของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาโหมโฆษณาแก้ข่าวให้มั่งเลย

เกี่ยวกับสูตรยาอายุวัฒนะ หรือสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคหัวใจตีบ หรือโรคเส้นเลือดตีบนี่ก็มีครับ ใช้ได้ผลดีมาก รับประกันผลได้เพราะทดลองมาผู้ป่วยมาหลายต่อหลายคนแล้ว สามารถสืบดูอาการกันได้ ยานั้นคือ ตรีกวาว

หากเกิดอาการปวดแถวสะบัก หมอนวดบอกว่าเส้นสะบักจม ให้หมอนวดรักษาทีไรก็ระบมกลับมาทุกที เพราะเขาคิดว่าเส้นคือเส้นเอ็น ต้องควักต้องล้วงดึงเส้นให้หย่อนยาน กล้ามเนื้อเลยอักเสบ แท้จริงแล้วการนวดทำให้เส้นเลือดเดินได้สะดวก แต่มันดีชั่วครู่ชั่วยาม แต่ต้นเหตุมันไม่ได้รับการรักษา อาการเส้นสะบักจมคือเส้นเลือดซึ่งอยู่ส่วนลึกมันเดินไม่สะดวก ระบบมันฟ้องว่าผิดปกติ แต่เราไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงก็รักษาผิดทาง มันจึงไม่หาย กลับจะเป็นหนักขื้นอีก ยาสูตรนี้ ได้ทดลองกินดูประมาณไม่เกินอาทิตย์ อาการปวดเสียวที่สะบักก็หายขาด ทั้งนี้เพราะตรีกวาวไปทำลายไขมันที่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน เมื่อเลือดเดินได้สะดวกดี อาการปวดเสียวชาจึงหาย คนแก่บางคนปวดเมื่อยเสียวชามาหลายปี ยาที่ไหนดี หมอที่ไหนเก่ง แพงเท่าไรไม่ว่าหามากิน แต่ก็ไม่หาย กลับมาหายง่าย ๆ ด้วยยาตรีกวาวเพียง 2 อาทิตย์เท่านั้น จึงขอฝากให้ผู้ป่วยลองนำไปใช้ดู จะได้หายทุกข์ทรมาน